Prologue

posted on 01 May 2011 00:00 by narcissu3rd

 

 บทนำ

 

สายลมพัดผ่าน

ความหนาวของสายลมนั้น เสมือนเป็นการเตือนว่าฤดูใบไม้ร่วงกำลังจะสิ้นสุดลง
ยอดต้นข้าวที่ถูกย้อมไปด้วยแสงอาทิตย์ของยามเย็นสั่นไหวไปมาอย่างรุนแรง

 “ทุกสรรพสิ่ง ล้วนมีช่วงเวลาที่ ’ชีวิต’ นั้นได้ส่องประกาย”

 

ถ้าเช่นนั้นภาพที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของฉัน ณ ตอนนี้
ก็คงกำลังส่องประกายอยู่เช่นกันหรือเปล่านะ

แม้จะถูกกลั่นแกล้งด้วยสายลมหนาวที่พัดมา ’ชีวิต’ นั้นก็ช่างแข็งแกร่งและเต็มเปี่ยม

...ทว่า...นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จีรัง
แสงสว่างนั้น ซักวันหนึ่งก็ต้องดับไป

นั่นคือ ชะตากรรมของโลกใบนี้
ไม่ว่าจะเป็นใครหรือสิ่งไหน ก็ล้วนแต่ไม่รอดพ้นชะตากรรมนั้น

เกิดเมื่อยามฤดูใบไม้ผลิ เติบโตเมื่อยามฤดูร้อน และถูกเก็บเกี่ยวเมื่อยามฤดูใบไม้ร่วง...

...และฤดูหนาวก็กลับมาเยือนอีกครา
ฤดูกาลที่สัมผัสได้ถึงจุดจบอันหนาวเหน็บ

ดั่งชีวิตที่ยาวนาน กำลังจะม้วนปิดลง
ณ เวลาที่ เพียงแค่ทนรอให้รัตติกาลอันมืดมิดเริ่มขึ้น

 

ซักพักปุยหิมะก็ร่วงโรยลงมาจากท้องฟ้า
ก่อนที่จะทันรู้สึกตัว ทิวทัศน์ทั้งหมดก็คงถูกย้อมให้กลายเป็นสีขาวไปแล้วกระมัง

....และพอหิมะเริ่มจางหายไปเมื่อใด ก็พลันจะนึกถึงสิ่งนั้นขึ้นมาทุกปี...

 

“….ชื่อของฉันคือ เพโนโลเป”

“ชื่อที่มีความทรงจำของฤดูหนาว....”

นั่นคือความทรงจำที่ไม่มีวันลืม
เมื่อถึงฤดูหนาวทีไรก็จะทำให้นึกถึงแต่เธอคนนั้น

ที่จริงแล้ว เด็กน้อยจะต้องงอแงเสียงดังและลืมตาตื่นขึ้นจากภวังค์

“….เมื่อก่อน  ณ ที่แห่งหนึ่งเคยมีเด็กสาวอยู่คนหนึ่ง...”

อาจกล่าวได้ว่าเป็นเด็กสาวที่เติบโตมาโดยไม่ได้รู้จักความสุขมากนัก

ในยุคสมัยนั้น ... ยุคสมัยที่มีแต่ความวุ่นวาย

“....ชื่อของเด็กสาวนั่นคือ อิริส”

นั่นเป็นเรื่องราวที่ผ่านไปนานกว่า 10 ปีแล้วสินะ....
นานจนลืมไปแล้วว่าที่จริงผ่านไปกี่ปีกันแน่

นั่นสินะ
เรื่องของเด็กคนนั้น จะเริ่มเล่าจากตรงไหนดีนะ....

...ตอนที่เธอเกิด ตอนที่เธอร้องไห้ หรือตอนที่เธอได้ลงมือฆ่าคนเป็นครั้งแรก....

คนแต่ล่ะคนล้วนมีจุดเปลี่ยนของชีวิต
แม้แต่เด็กคนนั้น ก็มีจุดเปลี่ยนของชีวิตเช่นกัน

แต่บางที...เรื่องมันก็น่าจะเริ่มจากตอนที่ออกมาจากปราสาทสินะ

สิบกว่าปีมาแล้ว นับตั้งแต่วันเกิดครบรอบอายุ 8 ปี

เด็กสาวคนนั้นโดนบังคับแต่งงานกับประเทศใกล้เคียง
เรื่องจริงดั่งละครที่แต่งขึ้น

 

ตอนนี้คือช่วงต้นฤดูหนาว

แม้จะเป็นแค่ช่วงเดือนพฤศจิกายน

หิมะก็ยังคงร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าสีขาวเบื้องบน เป็นวันที่แสนหนาวเหน็บอีกวันหนึ่ง

รถม้าส่งเสียงร้องกึกๆขณะ วิ่งไปตามเส้นทางภูเขา
เป็นครั้งแรกสำหรับเด็กสาวที่ได้ออกมาข้างนอกปราสาทนับตั้งแต่เธอลืมตาดูโลก

ภายในรถม้าที่สั่นไหว เด็กสาวนั่งนิ่งพลางใช้สายตามองออกไปยังนอกหน้าต่าง
แม้ว่าจะได้เห็นทิวทัศน์เช่นนี้เป็นครั้งแรก แต่เธอกลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อย

ความรู้สึกต่อทิวทัศน์ที่ได้เห็นเป็นครั้งแรก.... กลับมีแต่ความกลัวที่ย่างกรายเข้ามา

 

“…หนาวจัง...”

เสียงนั้นพูดออกมาเบาๆออกมาเหมือนกับกระซิบให้กับตนเอง
หิมะที่ตกลงมา ยิ่งทำให้ร่ายกายเย็นขึ้นไปอีก

 

“ชื่อของฉันคือ อิริส”

หรือชื่อเต็มๆคือ อิริส คาโมส อาเรน่า
คาโมสเป็นนามสกุลฝ่ายท่านแม่ ส่วน อาเรน่าเป็นฝ่ายท่านพ่อ

ซึ่งตระกูลอาเรน่านั้น ถือกำเนิดขึ้นมาในประเทศเล็กๆแห่งหนึ่ง
และดูเหมือนตัวฉัน จะได้อยู่ในฐานะองค์หญิงลำดับที่ 2 ของตระกูล

ที่ต้องใช้คำว่า 'ดูเหมือน'  อันฟังแล้วดูเป็นคำนินทาท้ายร้าย ๆ จากปากคนอื่นนั่นก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้

เพราะว่าเรื่องนี้ฉันเองก็จำไม่ได้ว่าพวกท่านเคยบอกกับฉันจากปากของพวกท่านเองหรือเปล่า

อย่าว่าแต่เคยบอกเรื่องนี้เลย แม้แต่ฉันกับพวกท่านเคยคุยด้วยกันซักคำไหม ฉันเองก็ยังจำไม่ได้
แม้แต่ใบหน้าของพวกท่านเอง ฉันก็ยังนึกไม่ออก

ไม่สิ ไม่ใช่เพียงแค่ท่านพ่อหรือท่านแม่หรอก

ตั้งแต่จำความได้ ฉันก็อยู่ด้วยตัวคนเดียวมาโดยตลอด

ตั้งแต่เติบโตมาจนถึงป่านนี้
ฉันก็ได้แต่มีชีวิตอยู่แค่ภายในห้องแคบๆห้องหนึ่งเท่านั้น

แน่นอนว่าถึงอย่างนั้น ทุกคนก็ยังเรียกฉันว่าองค์หญิงอิริส
ไม่เคยมีใครทำอะไรไม่ดีต่อฉันเลยแม้แต่น้อย

ได้เข้าไปแช่น้ำ อาบน้ำทุกวัน
ไม่ว่าจะอาหารหรือเสื้อผ้า ต่างก็ขอได้ตามใจนึก

มีเพียงแต่ กุญแจห้องของฉันที่ถูกใส่กลอนจากด้านนอก
คำขอของฉันที่ปรารถนาอยากจะออกไปจากห้องนี้ถูกปฏิเสธ

...ชีวิตที่ไม่รู้จักอะไรเลยแม้แต่คำว่าอิสระ
ไม่ต่างอะไรเลย กับการโดนกักขัง

 

ภายในห้องแคบๆนี้ มันคือโลกทั้งหมดของฉัน
และโลกที่มองเห็นผ่านหน้าต่างจากห้องแคบๆนี้ มันคือทุกสิ่งทุกอย่างของฉัน

แม้จะสามารถมองออกไปได้ แต่ก็ไม่สามารถยื่นมือออกไปสัมผัสมันได้

“เพราะงั้น เวลามองท้องฟ้าทีไรก็จะรู้สึกว่า....”

 

ฉันชอบท้องฟ้ายามค่ำคืนของฤดูหนาวเป็นพิเศษ
ชอบเหม่อมองไปยังหมู่ดาวท่ามกลางท้องฟ้ายามค่ำคืนของฤดูหนาวที่ไร้เมฆ

อากาศที่ถูกปกคลุมด้วยความหนาวเย็นไปทั่ว ลมหายใจสีขาวที่พ่นออกมาอย่างรุนแรงผสานเข้ากับดวงดาวอันระยิบระยับ
เพราะไม่มีสิ่งใดให้ทำ และไม่มีที่ไหนให้ไป

ชีวิตที่นี่ ทำให้ฉันได้รู้อะไรอย่างหนึ่ง

“...ท้องฟ้าก่อนยามรุ่งอรุณ จะมืดไร้แสงที่สุด”

ก่อนหน้าที่ท้องฟ้าทางด้านตะวันออกจะค่อย ๆ สว่าง ...
ทั่วท้องฟ้าจะเหมือนจะถูกปลกคลุมด้วยผืนผ้าอันมืดมิด

เหมือนกับวันที่สว่างไสวกำลังถูกไล่ปกคลุมจากรัตติกาล
เหมือนเป็นการต่อต้านครั้งสุดท้าย ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสุดท้ายก็มีแต่ความมืดมิด

...นี่คือ ชีวิตที่ผ่านมา 8 ปี ของฉัน

“แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ตัวฉันเองก็ยังมีเป้าหมาย”

จะพูดว่าเป็น “เหตุผลของการมีชีวิต” ก็ว่าได้
เพราะตั้งแต่พอจะรู้ประสีประสา ก็ได้ยินแต่คำสั่งสอนแบบนั้นมาโดยตลอด

วันหนึ่ง ฉันได้รวบรวมความกล้าถามเมดคนหนึ่งไป

“หรือว่าฉัน.... จะต้องอยู่ในนี้ตลอดไปงั้นหรอ”

“ไมหรอกเพคะ องค์หญิงน่ะยังมีบทบาทอันสำคัญยิ่งอยู่นี่นาเพคะ”

“…บทบาทงั้นหรอ?”

“ใช่แล้วเพคะ เพราะร่างกายขององค์หญิงน่ะสำคัญต่อบทบาทครั้งนี้มาก
ทุกคนถึงพยายามดูแลองค์หญิงยังไงล่ะเพคะ”

ขณะพูด เธอก็เปลี่ยนผ้าปูที่นอนเป็นผืนใหม่
คำพูดนั้นทำฉันนึกถึงเรื่องที่มีข่าวว่าในเมืองกำลังมีโรคระบาดร้ายแรงลุกลามไปทั่ว

“องค์หญิงน่ะ เมื่อเวลามาถึงก็จะต้องอภิเษกสมรส กับประเทศข้างเคียงของเรา”

“ฉันน่ะหรออภิเษกสมรส? เมื่อไรกันน่ะ”

“เอ... เรื่องนี้ แม้แต่หม่อมฉันเองก็ไม่ทราบเหมือนกันเพคะ…”

“แต่ว่า...จนกว่าจะถึงวันนั้น พวกหม่อมฉันจะทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลร่างกายขององค์หญิงไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วยเองเพคะ”

เธอพูดเพียงแค่นั้นก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป
และเหมือนเช่นทุกที เธอจะใส่กลอนประตูจากด้านนอกก่อนจากไปทุกครั้ง

 

...เท่านี้ จนกว่าพรุ่งนี้จะมาถึง ก็จะไม่มีผู้ใดมาหาฉันอีก
และแน่นอนว่าฉันเองก็ออกไปไหนไม่ได้เช่นกัน

แม้ว่าก่อนหน้าฉันเคยตะโกนร้องขอว่าอยากออกไปซักเพียงใด
ก็ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่คำขอนั้นจะได้รับการตอบรับ

ฉันทำแบบนั้นอยู่หลายปี
และรู้ดีว่าถึงจะขอออกไปเพียงใดมันก็ไร้ประโยชน์

ฉะนั้น ฉันจึงไม่แม้แต่จะกล่าวอำลากับเมดที่ออกไป
ได้เพียงแต่มองไปยังท้องฟ้าที่อยู่อีกฟากของหน้าต่างเหมือนเช่นทุกที

ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไร ที่ต้องมองไปยังท้องฟ้ายามรัตติกาลอันมืดมิดเพียงคนเดียว.....

 

“…ตอนนั้นเองที่เด็กน้อยอิริสคิดว่า...”

“คนเรา ไม่ว่าใครก็ล้วนแต่มี ‘มีความสำคัญ’ ถึงจะสามารถชื่อได้ว่าเป็น ‘มนุษย์’ ...”

และตัวฉัน ที่คงจะถูกชะตากำหนดให้ต้องอภิเษกสมรสกับประเทศข้างเคียงแล้ว
เพื่อการนั้นฉันจึงได้มีตัวตนขึ้นมา

“...เพราะฉะนั้น ...ฉันจึงยังคงเป็น ‘มนุษย์’ อยู่ ”

ฉันคิดแบบนั้นแม้ว่าตัวฉันจะไร้ซึ่งอิสรภาพก็ตาม

ถ้านี่เป็นเหตุผลที่ใช้จัดการตัดสินความเป็นมนุษย์ ตัวชั้นเองก็คงต้องยอมรับฟังแต่โดยดี

และตอนนี้
อยู่ๆ ตัวฉันก็ถูกเรียกตัวให้ไปทำการอภิเษกสมรสกับประเทศข้างเคียง

หลังจากใช้ชีวิตอยู่ภายในห้องแคบๆนั้นเพียงลำพัง
จนถึงช่วงวันเกิดที่ฉันอายุครบ 8 ปีพอดี

แน่นอนว่าฉันเองก็ยังไม่เคยเห็นหน้าคู่หมั้นเลยซักครั้ง
แม้แต่เสียงก็ไม่เคยได้ยิน อายุเท่าไรก็ยังไม่รู้

บางที นี่คงเป็นการแต่งงานทางการเมืองเพื่อคงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไว้กระมัง
แน่นอนว่าการแต่งงานนั้นเป็นการพูดให้ดูดี  ถ้าพูดกันตามจริงมันคือการส่งฉันไปเป็นเชลย

เนื่องจากเป็นเรื่องสมัยที่ฉันยังเล็ก
ตอนนั้นฉันจึงยังไม่ได้คิดระแวงอะไรในเรื่องทำนองนี้เลย

 

ขณะที่รถม้ากำลังวิ่งสั่นกึกๆไปมา ทิวทัศน์ภายนอกก็วิ่งแล่นผ่านตาฉันไป
ตั้งแต่จำความได้ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ออกมายังภายนอกปราสาท

ถ้าเป็นเวลานี้
ไม่ว่าใครก็คงรู้สึกตื่นเต้นสนุกสนานไปกับทิวทัศน์ใหม่ๆรอบตัวแล้วกระมัง

แต่ในใจฉันกลับมีแต่ความรู้สึกไม่สบายใจเสียมากกว่า
ยิ่งเห็นทิวทัศน์ที่ไม่คุ้นเคยมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกถึงความสิ้นหวังที่ถาโถมเข้ามามากขึ้นเท่านั้น

“องค์หญิง อีกไม่นานก็จะถึงแล้วนะขอรับ”

คนขับรถม้าพูดขึ้นก่อนที่จะหยุดรถลง

ทำไม ถึงมาจอดอยู่กลางป่าแบบนี้กันล่ะ

 

“นี่ มาจอดในป่าแบบนี้ทำไมกันหรอ”

“กระหม่อม มาส่งองค์หญิงได้เพียงเท่านี้ขอรับ”

“เพราะตั้งแต่ตรงนี้ไป
มีเฉพาะองค์หญิงเท่านั้นที่สามารถเสด็จไปได้ขอรับ”

เขาพูดขณะช่วยพาฉันลงมาจากรถม้า

“ขอให้องค์หญิงจงปลอดภัย… เช่นนั้นแล้ว กระหม่อมขอตัวก่อน”

“เอ๊ะ... ดะ เดี๋ยวสิ...”

ดั่งกับทำเป็นไม่ได้ยิน
รถม้าก็ค่อยๆแล่นกลับไปยังเส้นทางเดิมที่พาฉันมา

ตอนนั้นเองที่ฉันรู้สึกสับสนทำอะไรไม่ถูกกับสิ่งปุ๊ปปั๊ปที่เกิดขึ้น

สายลมหนาวพัดถาโถมใส่เข้าร่างกายอย่างไม่ปราณี
ภายหน้ามีเพียงแต่ถนนที่ฉันไม่เคยรู้จักทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา

ฉันนั่งพักอยู่ริมถนนนั้น ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ที่ดูเก่าแก่ต่นหนึ่ง

...ที่นี่คงเป็น สุดเขตชายแดนหรือเปล่านะ?

เมื่อคิดแบบนั้น ฉันเองก็นึกอยากกลับขึ้นมา
แต่ก็คงทำแบบนั้นไม่ได้อีกแล้ว

นั่นก็เพราะ มีคนกลุ่มนึงออกมาจากรถม้าที่ผ่านมาคันหนึ่ง
และได้เดินมาหาฉันนั่นเอง

 

“ดิฉันกำลังรอรับท่านอยู่เลยค่ะ ท่านอิริส”

เธอเป็นเด็กสาวหน้าต่าน่ารัก
พอดูจากชุดแล้วทำให้ฉันนึกสงสัยว่าเธอเป็นเมดประจำห้องของฉันหรือเปล่า

ทว่า แม้หน้าตาจะน่ารักและมารยาทการพูดจาจะดี สายตาของเธอกลับเย็นชา
และไม่มีการโค้งเคารพให้ฉันแม้แต่น้อย

ข้างนอกเอง ก็ไม่มีคนที่กำลังลงจากรถม้าตามมา

เพียงแค่รายล้อมอยู่รอบๆบริเวณนั้น และต่างพากันยืนอย่างแน่นขนัดโดยไม่ได้พูดคุยอะไร

 “ถ้าเช่นนั้น ได้โปรดแสดงสิ่งของยืนยันตนเองด้วยค่ะ"

“อ๊ะ อืม...”

ฉันตอบ พร้อมกับถอดจื้ที่สวมคออยู่ยื่นให้เธอไป
สิ่งนั้น ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่แสดงถึงฐานะเจ้าหญิงของฉัน

หลังจากฉันได้รับมาตอนอายุครบ 4 ปี
ฉันก็พกมันติดตัวไว้ตลอดเวลาไม่ห่างกายตามที่มีคนบอกฉันไว้

“ยืนยันเรียบร้อย... ถ้าเช่นนั้น ของที่ใส่อยู่กับตัวทั้งหมด
ดิฉันจะขอรับฝากไว้ก่อน กรุณาถอดออกมาด้วยค่ะ”

“ทั้งหมดหรอ… ที่นี่น่ะนะ?”

“ค่ะ ทั้งหมดค่ะ”

หญิงสาวในชุดเมดพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาไว้เท่านั้น

เธอเดินนำหน้าฉันไปโดยไม่พูดจาอะไร
เหมือนกับกำลังเร่งเร้าฉันให้ตามหลังเธอไปด้วย
...............

ฉันยืนอยู่ตรงนั้น ทุกอย่างที่ใส่ติดตัวถูกถอดออกไปจนหมด
ไม่ว่าจะเป็นชุด กำไลข้อมือหรือแม้กระทั่งชุดชั้นใน

หิมะร่วงโรยลงมาพร้อมกับลมหนาวที่พัดเข้ามาบาดร่างเปลือยเปล่าอย่างไม่ปราณี

ต้องเปลือยแบบนี้ต่อหน้าคนที่ไม่รู้จัก แถมสถานที่ก็ไม่คุ้นเคย
ความหนาวและความอาย ทำให้ฉันได้แต่ยืนน้ำตาซึมอย่างสิ้นหวัง

“เช่นนั้น ต่อไป กรุณาสวมสิ่งนี้ไว้ด้วยค่ะ”

สิ่งนั้นคือชุดเดรสชุดใหม่ที่มองเพียงแว่บเดียวก็รู้ว่าถักทอขึ้นอย่างประณีต
เนื่องจากความหนาวทำให้ฉันสวมชุดนั้นตามที่เธอสั่งอย่างว่าง่าย

เสื้อชุดนี้นี้คือ... ชุดของประเทศนี้งั้นหรอ?

บางที นี่อาจจะเป็นการบอกอ้อมๆว่า ห้ามนำสิ่งของจากประเทศฉันเข้าไปหรือเปล่านะ

“สุดท้าย ได้โปรดรับสิ่งนี้ไว้ด้วยค่ะ”

“…จี้ห้อยคอหรอ?”

แต่นั่น ไม่ใช้จี้ห้อยคอที่เอาจากฉันไปตอนแรก

จี้ห้อยคอของฉันมีแค่เปลือกหอยฝังประดับไว้เท่านั้นแต่ว่า
จี้อันนี้ถูกประดับไปด้วยเพชรพลอยคล้องไว้ด้วยสร้อยสำหรับสวมคอ

...ไม่เคย ได้รับสิ่งของมีค่าขนาดนี้มาก่อนเลย

ฉันค่อยๆใส่สร้อยคอนั้นอย่างกล้าๆกลัวๆ

แต่พอใส่ไปแล้ว

“เข้ากันมากเลยเพคะ องค์หญิงอิริส”

เมดคนนั้นกลับพูดขึ้นและยิ้มให้ฉัน
เป็นครั้งแรกที่เธอเรียกฉันว่า ‘องค์หญิง’

และเหมือนคนที่อยู่รอบนอกเองก็ต้องแสดงท่าที่ให้เหมาะสมตามนั้น
จึงพร้อมเพียงกันโค้งเคารพให้กับฉัน

…ดูเหมือนสำหรับประเทศนี้แล้ว สิ่งนี้เปรียบเสมือนกับสิ่งยืนยันสินะ

อีกไม่นานต่อมา ก็มีเมดคนนำทางมาพร้อมกับรถม้าหลายคัน

ฉันถูกเร่งเร้าให้รีบไปขึ้นรถม้า

ตอนนั้นเอง...ที่ฉันบังเอิญไปเห็นตรงที่ๆฉันเปลี่ยนเสื้อผ้า

“อ๊ะ”

เสื้อผ้ากำลังมอดไหม้ไปกับเปลวไฟ
ทั้งหมดนั้นเป็นชุดที่ฉันเพิ่งใส่ไปก่อนหน้านี้นั่นเอง

เสื้อผ้าที่ถอดไว้ ... โดยที่ชั้นไม่ได้นึกถึงหลังจากนั้น
อะไรกัน...  ชั้นไม่คิดว่าเสื้อผ้าที่วางไว้ตรงนั้นจะถูกเอาไปเผา

“…………”

ไม่ได้เศร้าหรือเสียใจอะไร
เพียงแค่ตกใจเล็กน้อย

เพราะที่จริง มันเป็นเพียงสิ่งที่ได้รับก่อนออกเดินทางมาเพียงวันเดียวเท่านั้น
ไม่ได้สำคัญอะไรต่อฉันมากนัก

แต่ว่า ... หรือว่านี่จะเป็นลางสังหรณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกับนัยน์ตาที่เคยกระตุก

ในเปลวเพลิงนั้น
ถ้ามีของสำคัญอย่างตราที่ชั้นใช้ประจำโยนลงไปเผาด้วยล่ะ

...ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ มันยังเป็นสิ่งยืนยันฐานะเจ้าหญิงของฉันอยู่เลย...

ตราที่ถูกให้พกไว้ตั้งแต่เริ่มประสีประสา
หลักฐานที่ใช้ยืนยันความเป็นตัวฉัน

ถูกเผาผลาญสิ้นในป่าลึกที่ฉันไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ

“เป็นอะไรหรือเปล่าเพคะ องค์หญิง”

“…..”

“ถ้าไม่มีอะไรก็รีบเสด็จไปกันเถอะเพคะ
ยังมีอีกผู้คนอีกมากมายกำลังรอองค์หญิงอยู่เพคะ”

“…ค่ะ ทราบแล้ว”

หลังจากขานรับไป ฉันก็เดินไปขึ้นรถม้า โดยไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมา

 

“...ตอนนั้นเองที่เด็กน้อยอิริสคิดว่า...”

บัดนี้ อิริสแห่งตระกูลอาเรน่าได้หายไปจากประเทศที่เกิดและเติบโตมา
และได้กลายเป็น อิริสที่ดำรงอยู่ในประเทศแห่งนี้แทน

ฉันพูดกับตัวฉันเองแบบนั้น

...........

หลังจากนั้นรถม้าก็วิ่งสั่นกึกกักอยู่พักหนึ่ง...
แต่พอออกจากทางบนเขาแคบๆแล้ว รถม้าก็วิ่งอย่างลื่นไหลไปตามถนนที่ปูด้วยหิน

หลังจากนั้นไม่นานนัก ก็เข้าสู่ย่านชุมชนขนาดใหญ่ที่เรียงรายไปด้วยบ้านซึ่งก่อสร้างจากอิฐ

“เห็นที่หมายแล้วเพคะ องค์หญิง”

รถม้าหยุดลงพร้อมกับคำกล่าวนั้น
และฉันก็ลงจากรถม้าตามที่มีคนบอกมา

 

พอมองออกไป ก็เห็นปราสาทที่สวยงามที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาปรากฏอยู่ตรงหน้า
พอเทียบกับปราสาทที่ประเทศโน้นแล้ว ช่างใหญ่โตกว่ากันมากนัก

...ที่นั่นคือบ้านใหม่ของฉัน....ที่ๆฉันสามารถมีตัวตนอยู่ได้

...แต่จะให้ ฉันไปอยู่ในที่แบบนี้จะดีหรอ?
ถึงจะเรียกฉันว่าองค์หญิงกันก็เถอะ...

ตัวฉันที่วันๆใช้ชีวิตอยู่แต่ภายในห้องแคบๆห้องหนึ่งนั้น
ช่างดูไม่เหมาะสมกับสถานที่แห่งนี้เอาเสียเลย... พอยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ

“เชิญเสด็จเพคะ องค์หญิง”

หลังจากนั้นเธอก็ให้ฉันขึ้นรถม้าอีกครั้ง รถม้าสั่นไหวอยู่ซักพัก ... ก่อนที่ฉันจะถูกเชิญให้ลงจากรถที่หน้าประตูบานใหญ่ที่ตั้งเด่นเป็นสง่า


ความใหญ่โตนั้นช่างเหนือคำบรรยาย ทำเอาฉันตะลึงทำอะไรไม่ถูกไปซักพักก่อนที่ฉันถูกเร่งเร้าให้รีบเดินตามเมดที่เดินนำไปก่อนหน้านั้นแล้ว

 

...เดินไปตามทางเดินที่โอ่โถง ผ่านห้องต่างๆมากมายที่เรียงรายอยู่รอบข้าง

ระหว่างที่เดินอยู่นั้น ฉันก็ไม่ได้สบตากับใครเลยซักครั้ง
ไม่สิ ถ้าพูดให้ถูกเพราะไม่ได้เห็นหน้าใครเลย เลยไม่ได้สบตากับใครเลยต่างหาก

แน่นอนว่าตามทางเดินนั้นก็มีคนอยู่บ้าง
แต่พอพวกเขาสังเกตเห็นฉันเข้า ไม่ว่าใครก็ล้วนแต่หลบตามองลง

และก้มหัวต่ำ โค้งตัวลง เพื่อแสดงความเคารพ

...เป็นครั้งแรก ที่มีคนปฏิบัติกับฉันเช่นนี้

ตอนนั้นเองที่ฉันรู้สึกว่า ตั้งแต่เกิดมา นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันคิดว่าตัวเองได้เป็นองค์หญิงขึ้นมาจริงๆ

พอผ่านห้องโถงปราสาทเข้ามาได้ไม่นานนัก...

“เชิญทางนี้ค่ะ”

“เอ๋...คือ... จะให้ฉันนั่งตรงนี้หรอ"

คำถามนั้นตอบรับด้วยการพยักหน้าจากเมดและความเงียบ
แม้จะยังคงสับสน แต่ฉันก็ทำตามที่เธอบอก

 

ตอนนั้นเอง ขณะที่ฉันนั่งลงไป ทั้งห้องโถงก็เงียบลง
คนบางคนที่คุยหัวเราะกันคิกคักเมื่อครู่ต่างก็เงียบเสียงลงทันที

พอมองในห้องโถงนี้ให้ดีอีกรอบแล้ว ก็พบว่ามีเพียงเก้าอี้ตัวนี้เพียงตัวเดียวที่ตั้งอยู่
นั่นก็หมายความว่า คนที่นั่งอยู่ในห้องนี้มีเพียงฉันเพียงคนเดียวเท่านั้น

ทุกคนต่างหยุดนิ่งอยู่กับที่
และมองมาที่ฉันเป็นตาเดียวท่ามกลางความเงียบนั้น

....นี่มัน เกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย...

(…องค์หญิงเพคะ…)

เหมือนจะเข้าใจสภาพของฉันในตอนนั้นได้ เมดสาวเริ่มพูดกระซิบขึ้น

(บอกทุกคนไปค่ะ ว่า ‘ทำตัวตามสบาย’)

(ทะ..ทราบแล้ว…)

ณ เวลาที่เหมือนทุกสิ่งหยุดนิ่ง
ฉันหันหน้าไปยังเหล่าผู้คนมากมายที่มองฉันเป็นสายตาเดียว

“ทะ...ทำตัวตามสบาย”

ทันใดนั้น เสียงของผู้คนก็กลับมาแซงแซ่อีกครั้ง
ห้องกลับมาดูมีชีวิตชีวาราวกับบรรยากาศตึกเครียดได้จางหายไป

 

“ยินดีต้อนรับสู้บัลลังก์ขอรับ องค์หญิงอิริส”

“จากนี้ไปหม่อมฉันก็ขอความกรุณาด้วยเพคะ”

ผู้คนมากหน้าหลายตาเริ่มเข้ามาทักทายกันมากขึ้นเรื่อยๆ
บางที แต่ล่ะคนที่เข้ามานี้ล้วนแต่เป็นคนสำคัญระดับประเทศกระมัง

ณ ประเทศที่ไม่คุ้นเคย กับเหล่าผู้คนที่ไม่คุ้นหน้า ชื่่อของฉันกลับถูกเรียกออกมาด้วยรอยยิ้ม

(….หรือว่าบางทีพวกเขาอาจจะยอมรับฉันอย่างนั้นหรือเปล่านะ)

จะว่าไปก่อนที่ฉันจะมายังประเทศนี้
ก็เคยมีคนพูดว่าฉันมีบทบาทที่สำคัญรอฉันอยู่

เพราะฉะนั้นมาจนถึงบัดนี้
นั่นจึงเป็นสิ่งที่ฉันกลัวว่าจะสูญเสียมันไปมากที่สุด

แต่ถ้าเป็น ‘ตัวฉัน’ ในตอนนี้...
ตัวฉันคนใหม่ที่ได้รับการต้อนรับถึงขนาดนี้ล่ะก็...

แบบนี้แล้ว ฉันก็ยังสามารถเป็น ‘มนุษย์’ อยู่ได้สินะ
หัวใจของเธอเริ่มเป็นสุข

เด็กน้อยอิริสคิดเช่นนั้น

 

 

จบบท 'บทนำ'